smileytour.com

รายการสินค้า

ตุรกี ..... อันทาลย่า

 

ริเวียร่าของตุรกี

 

 

                               images by free.in.th

 

 

อันทาลยา (Antalya) เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ของอะนาโตเลียหรือเอเซียไมเนอร์ แถบบริเวณริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ล้อมรอบไปด้วยเทือกเขา และยังมีเมืองอันทาลย่าที่เป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองของจังหวัดอันทาลยาด้วย

จังหวัดนี้ตั้งอยู่บนที่ราบของแพมฟีเลีย (Pamphylia) ซึ่งในอดีตที่นานมาเล้วเป็นแผ่นดินที่เกิดจากการทรุดตัวของการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกที่เกิดมาจากแผ่นดินไหวและการระเบิดของภูเขาไฟ เป็นผืนแผ่นดินโบราณที่อุดมสมบูรณ์ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองลิเซีย (Lycia) และเมืองซิลีเซีย (Cilicia) ซึ่งมีอาณาเขตยาวจรดตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงเทือกเขาเทารุส และทางด้านตะวันออกของอัลทาลย่าจนถึงเทือกเขาโอลิมปัสด้านตะวันตก มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 657 กม. ที่เต็มไปด้วยชายหาดที่สวยงาม ท่าเรือ และซากโบราณสถานอีกหลายแห่งที่ได้ตั้งกระจัดกระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ อันทาลย่ามีพื้นที่ประมาณ 20,720 ตร.กม. มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 2 ล้านคน

ในอดีตประมาณ 1184 ปีก่อนคริสตกาล เมืองนี้ได้เคยป็นที่อยู่อาศัยของชาวเมืองทรอย ซึ่งเมื่อกรุงทรอยได้แตกลงและได้มีการเคลื่อนย้ายอพยพมาตั้งถิ่นฐานชุมชนขึ้นในบริเวณแถบนี้ ที่มีชื่อว่า แพมฟีเลีย (Pamphylia) ซึ่งเป็นภาษากรีกโบราณ ที่หมายถึงว่า ดินแดนของชนเผ่าทั้งหลาย (The mingled tribes or races/ Land of all tribes) พวกที่ได้รอดชีวิตมาจากการทำลายของพวกสปาร์ต้าจากสงครามเมืองทรอย

พวกแพมฟีเลียน ที่เกิดจากการอยู่ร่วมกันของหลายชนเผ่าที่ได้มีการเดินทางจากที่ต่างๆ ซึ่งในราวศตวรรษที่ 12 ก่อนคริสตกาล พวกซิลีเซียน พวกกรีก เป็นพวกที่ได้อพยพมาจากอาร์คาเดียและพีโลพอนนีส ซึ่งพวกนี้ได้แสดงให้เห็นถึงที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรมและได้มีการถ่ายทอดไปสู่พวกอื่นๆ จนทำให้บริเวณถิ่นนั้นมีความเจริญุรุ่งเรือง

หลังจากนั้นต่อมาพวกชาวเมืองก็ไม่มีความสุขสบาย เพราะต้องอยู่ภายใต้การปกครองของพวกชนเผ่าต่างๆที่เข้ามารุกราน จึงทำให้ดินแดนแห่งนี้ไม่มีเสถียรภาพ โดยมีพระเจ้าครีซุสแห่งลิเดียน (Lydians)ได้เข้าปกครองอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็เป็นกองทัพของพวกเปอร์เซีย (Persians) โดยกษัตริย์เซอร์เซสได้ยกทัพมาจากทางด้านตะวันออก และทางด้านตะวันตก คือ กองทัพของเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) ภายใต้การปกครองของอันติโกนอสที่ 1 (Antigonos l) และต่อมาก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของแม่ทัพซิลิวซิดอีกครั้งหนึ่ง และพโตเลมีจากอียิปต์ ที่ได้รับการแบ่งอาณาเขตพื้นที่การปกครองของอเล็กซานเดอร์มหาราช

 

images by free.in.th             images by free.in.th

           

หลังจากที่กษัตริย์อันติอ๊อคได้ปราชัยให้กับพวกโรมันที่เมืองแม๊กนีเซีย ที่ได้เรืองอำนาจในปี 190 ก่อนคริสตกาล จึงทำให้ดินแดนแถบนี้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์อัตทาลุสที่ 2 แห่งเพอร์กามัม และต่อมากษัตริย์อัตทาลุสที่ 3 ซึ่งไม่มีร้ชทายาทขึ้นมาปกครอง ก็ได้ทำพินัยกรรมและยกดินแดนแห่งนี้ให้กับพวกโรมันไปครอบครอง จนทำให้พวกโรมันได้สร้างดินแดนแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างมากมายซึ่งสามารถแลเห็นได้จากพวกโบราณสถานต่างๆหลายแห่ง เช่นที่ ซานทอส(คีนิค) อันทาลย่า อะลานย่า เพอร์เก้ แอสเพนโดส ซิเด้ และซิลลยอน โดยเฉพาะที่เมืองซิเด้นี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางอันยิ่งใหญ่ของตลาดค้าพวกทาส

ในปี 188 ก่อนคริสตกาล ดินแดนบริเวณแถบนี้มีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นภายหลังที่ได้อยู่ภายใต้การปกครองกษัตริย์แห่งเพอร์กามัม พวกโรมันได้สร้างความเจริญขึ้นที่เมืองซิลีเซีย โดยตั้งให้เป็นส่วนที่มีความสำคัญของศูนย์กลางการทหาร ซึ่งต่อมาได้รวมกันกับเมืองลิเซียในคริสตศตวรรษที่ 1 เพื่อให้เป็นส่วนเดียวกันและได้ทำให้ดินแดนแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในคริสต์ศตวรรษที่ 2

ก่อนหน้านั้นแถบชายฝั่งทะเลของดินแดนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยพวกโจรสลัดที่มีชื่อเสียงในการปล้นสดมภ์กองเรือต่างๆ จนพวกโรมันต้องส่งกองทัพเรือซึ่งมีแม่ทัพมาร์ค แอนโทนีเข้ามาปราบปรามแต่ทว่าไม่สำเร็จ และต่อมาก็ได้ส่งแม่ทัพปอมเปย์ซึ่งมีชัยชนะจากสงครามในสเปน และก็ได้ตัดหัวของหัวหน้าโจรสลัดกลับไปยังกรุงโรมด้วย ในขณะเดียวกันแม่ทัพปอมเปย์ก็ได้นำลัทธิมิทราส (Mithraism) ซึ่งเป็นเหมือนกับศาสนาใหม่ที่เป็นลัทธิของพวกเปอร์เซีย ลัทธินี้เป็นที่ยกย่องกันถึงความสัมพันธ์และคุณธรรมอื่นๆของบุรุษเพศ ตลอดจนถึงพิธีต่างๆที่ทำกันภายในวิหารโรงสวด ซึ่งลัทธิใหม่นี้ได้มีการแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วและได้รับการยกย่องให้เป็นลัทธิผู้ปกป้องจักรวรรดิโรมันอันยิ่งใหญ่ จนถึงในปี ค.ศ.307 จึงได้นำเอาศาสนาคริสต์เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลในจักรวรรดินี้

สำหรับตัวเมืองนั้นตั้งอยู่บนที่ราบชายฝั่งแคบๆ ที่ตั้งอยู่บนหน้าผาของชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ล้อมรอบด้วยภูเขาและท้องทะเลอันงดงาม มีพื้นที่ประมาณ 1,417 ตร.กม. และมีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ

1 ล้านคน ในปี ค.ศ.1970 และต่อๆมาได้รับการบูรณะพัฒนาและการลงทุนการก่อสร้างโรงแรมที่พัก รีสอร์ท ร้านอาหารสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆจนมีความเจริญรุ่งเรือง และได้รับการยกย่องให้เป็นสถานที่พักผ่อนของนานาชาติ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น ริเวียร่าแห่งตุรกี (Riviera of Turkey) หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า ชายฝั่งทะเลสีเทอร์ควอยซ์ (Turquoise Coast) ซึ่งเป็นชื่อที่นิยมเรียกกันมากสำหรับชายฝั่งทะเลแถบบริเวณนี้ ที่มีน้ำใสราวกระจก ทิวทัศน์อันงดงาม ชายฝั่งอันเวิ้งว้างและเว้าแหว่ง และยังมีปราสาทโบราณสถานที่ต่างๆหลายแห่งที่ถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามในอดีต

อันทาลยาเป็นอีกเมืองหนึ่งในประวัติศาสตร์ ซึ่งสามารถย้อนกลับไปประมาณ 150 ปีก่อนคริสตกาล อันทาลยายังเป็นท่าเรือโบราณที่เคยมีความสำคัญมาแต่ในอดีตสำหรับกองทัพเรือที่มีพลานุภาพมาก เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดิอัตทาลุสที่ 2 (Attalus ll) ซึ่งต้องการสร้างให้เป็น สวรรค์บนโลก (Heaven on Earth) และได้เรียกชื่อเมืองนี้ว่า อัตตาเลีย (Attaleia) ตามพระนามของพระองค์เมื่อเมืองเพอร์กามัมตกเป็นของโรมัน

จากนั้นอาณาจักรไบแซนไทน์ก็ได้เข้ามายึดครองเมืองนี้ และได้ถูกตั้งให้เป็นเมืองหลวงใหญ่ที่มีความสำคัญของอาณาจักรทางด้านใต้ของเอเชียไมเนอร์และหมู่เกาะในทะเลอีเจียน ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ.1118 สมัยของผู้สำเร็จราชกาลของจอห์นที่ 2 คอมเนนุส (John ll Comnenus)ได้ถูกทำให้เป็นกองทัพเรือเพื่อเป็นสถานที่สำหรับต่อต้านพวกเติร์กทางด้านทะเล และต่อมาในปี ค.ศ.1207 เมืองนี้และพื้นที่รอบๆของบริเวณนี้ ก็ได้ถูกยึดครองโดยพวกเซลจุกเติร์ก และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเมืองหลวงในปี ค.ศ.1321-1423 และได้มีการสร้างหอมินาเรตขึ้นมาเพื่อให้เป็นสัญลักษ์ของเมือง ที่เรียกว่า ยีฟลี มินาเรต(Yivli Minaret/Fruted Minaret) ซึ่งถูกสร้างครั้งแรกในปี ค.ศ.1230 และต่อมาได้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จเรียบร้อยในปี ค.ศ.1373 ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งสูงประมาณ 38 เมตร รูปร่างคล้ายกับขลุ่ยมี 8 ร่องและมีบันได 90 ขั้นขึ้นไปถึงยอด และต่อมาอันทาลย่าก็ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออตโตมานในปีค.ศ.1391

อันทาลย่าเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวประมาณร้อยละ 30 ได้มาเยือนสถานที่แห่งนี้ สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองอันทาลย่านั้นในช่วงฤดูร้อนหรือราวต้นเดือนมิถุนายนถือว่าเป็นหนึ่งในเวลาที่ดีที่สุดในการเยี่ยมชมเมือง ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวภายในจัง

หวัดนี้ก็มีทั้งส่วนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวทางด้านประวัติศาสตร์โบราณ ที่ถือว่ามีความเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

 

ประตูฮาเดรียน (Hadrian”s Gate) กษัตริย์ฮาเดรียนแห่งอาณาจักรโรมประสูติเมื่อวันที่ 24 ม.ค.ปี ค.ศ.76และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 10 ก.ค.ปี ค.ศ.138 และต่อมาได้ขึ้นครองราชย์

เป็นจักรพรรดิในปี ค.ศ.117-138 จักรพรรดิองค์นี้เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและทราบกันดีในการสร้างกำแพงทางด้านเหนือของเกาะอังกฤษ ที่เรียกว่า กำแพงของฮาเดรียน (Hadrian’s Wall) ซึ่งเป็นเครื่องหมายของอาณาเขตดินแดนของโรมันในอังกฤษ และในกรุงโรมยังได้ก่อสร้างวิหารของเทพวีนัสและโรมา (Temple of Venus and Roma) ซึ่งนอกเหนือสิ่งใดในการเป็นจักรพรรดิ กษัตริย์ฮาเดรียนยังเป็นผู้ที่มีจิตใจอันงดงามและสร้าง

สรรค์สนับสนุนทุกๆทางในสิ่งที่เป็นของชาวกรีกเฮเลนอีกด้วย จนได้รับการ

กล่าวขานว่าเป็นจักรพรรดิองค์ที่ 3 ใน 5 องค์ที่มีความดีงามของอาณาจักร

แห่งนี้ และเมื่อในปี ค.ศ.130 จักรพรรดิฮาเดรียนได้เคยเสด็จมาเยือนที่เมืองนี้ และมาเยือนที่ตรงบริเวณนี้ จึงได้มีสร้างประตูชัยขึ้นเป็นอนุสรณ์ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีชื่อเสียงที่มีประตูทางเข้าไปยังวังที่สวยงาม ที่ถูกสร้างด้วยหินอ่อนเป็นรูปประตูถึงสามโค้งเพื่อให้เป็นเกียตริยศแด่องค์จักรพรรดิ

 

เมืองซานทอส (Xanthos) หรือมีชื่อในปัจจุบัน คือ เมืองคีนิค (Kinik) ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของจังหวัด

อันทาลย่า เป็นเมืองโบราณของพวกลิเชีย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1988

ซานทอส เป็นชื่อที่พวกกรีกเรียกว่าเมืองอารินนา (Arnna) เป็นเมืองในภูมิภาคลิเชีย พวกฮิทไทท์ และลูเวียนก๋เรียกเมืองนี้ว่า อารินนา

ส่วนพวกโรมัน เรียกว่า ซานทัส หรือ ซานทุส ซานทอสเป็นเมืองศูนย์

กลางทางด้านการค้าและทางวัฒนธรรมของลิเชีย แต่ต่อมาได้ถูกพวกเปอร์เซีย กรีกมาซิโดเนีย และ โรมันผู้เข้ามายึดครองตัวเมืองเองและดินแดนในบริเวณรอบๆ

ซานทอสได้รับการกล่าวถึงบ่อยครั้งโดยนักเขียนทั้งของกรีกและโรมันโบราณ สตราโบ กล่าวว่า เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในลิเชีย ทั้งเฮโรโดทัสและอัพเพียน บรรยายการพิชิตซานทอสโดย ฮาร์พากัส(Harpagus) ในนามของจักรวรรดิอะคาเมนีดห์ในราว 540 ปีก่อนคริสต์ศักราช เฮโรโดทัสบรรยายว่า กองทัพเปอร์เซียพบการต่อต้านโดยกองทัพขนาดเล็กของลิเชียบนที่ราบทางตอนเหนือของเมือง หลังจากการต่อสู้ฝ่ายลิเชียก็ร่นถอยเข้ามาในตัวเมือง และมาถูกล้อมโดยฮาร์พากัส ฝ่ายลิเชียตัดสินใจทำลายเนินเนินนครของตนเอง ฆ่าลูกเมียและทาส และหันมาต่อสู้อย่างบ้าระห่ำกับกองทัพของเปอร์เซีย ซึ่งมีสนยานุภาพที่เหนือกว่ามาก ฉะนั้นผู้คนในเมืองซานทอสจึงล้มตายกันไปจนหมดสิ้น ยกเว้นแต่ครอบครัว 80 ครัวที่มิได้อยู่ในเมืองขณะที่มีการต่อสู้

ซานทอสที่อยู่ภายใต้ยึดครองของเปอร์เซีย มีผู้นำท้องถิ่นที่ได้รับการแต่งตั้งโดยเปอร์เซียเป็น ผู้ปกครอง เมื่อมาถึงปี 520 ก่อนคริสต์ศักราช ซานทอสก็ทำเงินกษาปณ์ของตนเองแล้ว 4 ปีต่อมาซานทอสก็เป็นจังหวัดแรกของกษัตริย์ดาริอุสมหาราช ในรายชื่อจังหวัดที่ต้องส่งบรรณาการ ความเจริญชองซานทอสเกี่ยว

ข้องโดยตรงกับลิเชีย เมื่อลิเชียเปลี่ยนข้างระหว่างสงครามกรีซ-เปอร์เซีย หลักฐานทางโบราณคดีที่ขุดพบได้แสดงให้เห็นว่า ซานทอสถูกทำลายลงเมื่อราว 475 ถึง 470 ปีก่อนคริสตกาล อาจจะโดยแม่ทัพคิมอนของเอเธนส์ หรือโดยเปอร์เซียซึ่งก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ การที่ไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการทำลายทั้งจากฝ่ายกรีกหรือฝ่ายเปอร์เซียทำให้นักวิชาการบางท่านกล่าวว่าการทำลายอาจเป็นสาเหตุมาจากธรรมชาติหรือจากอุบัติเหตุ และในช่วง 10ปี สุดท้ายของศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล ซานทอสได้รับชัยชนะต่อเมืองเทเมสซอสและถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของลิเชีย

ส่วนในเรื่องที่ว่าซานทอสยอมแพ้ต่ออเล็กซานเดอร์มหาราชก็เป็นเรื่องที่ต่างกันไป อาร์ริอันรายงานว่า เป็นการยอมแพ้อย่างสงบ แต่อัพเพียนอ้างว่าซานทอสถูกปล้นทำลาย หลังจากการเสด็จสวรรคต

ของอเล็กซานเดอร์มหาราช ซานทอสก็เปลี่ยนมือไปมาระหว่างทายาทผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน นักประวัติศาสตร์ของกรีก ดิโอโดรัส ซิคัลลัสกล่าวถึงการยึดซานทอสโดยพโทเลมี ที่ 1 โซเตอร์จากอันทิโกนอส อัพเพียน คาสเซียส ดิโอ และ พลูทาร์คต่างก็บันทึกไว้ว่า ถูกทำลายอีกครั้งระหว่างสงครามกลางเมืองโรมันราว 42 ปีก่อนคริสตกาลโดยบรูทัส แต่อัพเพียนกล่าวต่อไปว่า ซานทอสสร้างขึ้นมาใหม่ภายใต้มาร์ค แอนโทนี

ในปี ค.ศ.1838 นักโบราณคดีชาวอังกฤษเซอร์ ชาร์ลส เฟลโล (Sir Charles Fellows)ได้เข้ามาขุดค้นหาที่บริเวณนี้และได้พบสิ่งของมีค่ามากมายหลายอย่าง และก็ถูกนำไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงลอนดอน ซานทอสยังคงมีซากรงละครโรมัน (Roman Amphitheatre) ที่ยังคงเหลืออยู่และได้ถูกอนุรักษ์ไว้ สุสานฮาร์ปี้ (Harpy Tomb) และเสาโอบีลิสก์ที่เป็นสัญลักษณ์ของที่แห่งนี้

 

เมืองเพอร์เก (Perge) เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองอันทาลย่าประมาณ 18 กม.ในอดีตมีความสำคัญซึ่งย้อนหลังไปได้ในยุคบรอนด์ของโลกโบราณอีกแห่งหนึ่ง ได้เคยเป็นที่อยู่อาศัยของพวกฮิทไทต์เมื่อประมาณ 1500 ปีก่อนคริสตกาล เป็นเมืองโบรานของพวกกรีกที่มีความสำคัญในยุคของเฮเลนิสติค และยังเคยเป็นเมืองหลวงของแคว้นแพมฟีเลียที่มีชื่อเสียง

ในสมัยของอเล็กซานเดอร์มหาราช สามารถยึดครองนครแห่งนี้ได้อย่างง่ายดาย เพราะว่าชาวเมืองเพอร์เก้ได้ทำข้อตกลงว่า จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงคราม และเมืองนี้ก็ไม่มีกำแพงไว้ป้องกันศัตรูด้วย ซึ่งต่อมาเมื่อเซลิวซิสได้ปกครองบริเวณนี้ได้ทำให้เมืองนี้มีความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งได้มีการสร้างกำแพงประตูเมืองและป้อมยามขึ้นเป็นครั้งแรก และหอคอยที่สร้างขึ้นยังคงอยู่จนถึงบัดนี้ นอกจากนั้นยังเป็นเมืองที่นักบุญปอลได้เดินทางมาที่เมืองนี้ หลังจากเดินทางกลับมาจากเกาะไซปรัส

เพอร์เก้เต็มไปด้วยซากปรักหักพังของโบราณสถานที่สวยงามของโลกโบราณที่มีชื่อเสียง คือ วิหารของอาร์เทมิส (Temple of Artemis) โรงละคร (Theatre) ที่ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 2 สามารถจุได้ประมาณ 15,000 คน ซึ่งมีเวทีที่สวยงามประดับตกแต่งด้วยหินอ่อนพร้อมด้วยภาพที่แกะสลักอย่างงดงาม ภายด้านนอกยังแบ่งออกเป็นสามส่วนที่ประดับด้วยน้ำพุ และยังมีโรงอาบน้ำ ทางเดินเป็นระเบียงที่มีหัวเสาได้ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงาม และสนามกีฬา ซึ่งได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีมีสภาพที่สมบูรณ์

มากแห่งหนึ่ง มีห้องทั้งหมด 30 ห้อง และมี 20 ห้อง ซึ่งเป็นร้านค้าที่ถูกจารึกชื่อเจ้าของร้านบนผนัง

  

เมืองซิลลยอน (Sillyon) ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเพอร์เก้ประมาณ 15 กม.และห่างจากเมืองแอสเพนโดสประมาณ 33 กม. อยู่บริเวณที่ราบเชิงเขาติดกับแม่น้ำอัคซู เป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล ต่อมาในยุคของพวกกรีกเฮเลนิสติค พวกโรมันและยุคของไบแซนไทน์ และต่อมาก็ค่อยๆเสื่อมลง เมื่อพวกเซลจุกเติร์กได้เข้ามายึดครองก็ได้สร้างบ้านเรือนให้มีความเจริญรุ่งเรือง และได้เปลี่ยนชื่อเมืองเป็น ยันคอย์ฮิซารี (Yankoy Hisari) สิ่งที่น่าชมมีซากกำแพงเมือง โรงละครที่ด้านหนึ่งพังทลายลงมาเพราะเกิดจากดินถล่ม สนามกีฬา ยิมเนเซียม ป้อมปราการต่างๆ เมืองนี้ไม่ได้รับการบูรณะและการอนุรักษ์เท่าที่ควร และการเดินทางลำบากด้วยถนนลูกรัง จึงทำให้ไม่ได้รับความนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว  

 

เมืองแอสเพนโดส (Aspendos) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองอันทาลย่าทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 40 กม. เป็นเมืองโบราณของพวกกรีกและโรมัน เมืองนี้นับได้ว่าเป็นเมืองเก่าแก่ของดินแดนแพมฟีเลีย ตั้งอยู่บริ

เวณริมแม่น้ำยูรีเมดอน อยู่ห่างจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนประมาณ 16 กม. นอกจากนั้นยังมีเขตแดนติดกับเมืองโบราณซิเด้ (Side) อีกด้วย

เมืองนี้ถูกสร้างขึ้นในราว 1000 ปีก่อนคริสตกาล โดยพวกกรีกซี่งได้อพยพมาจากอาร์กอส ซึ่งต่อมากลายมาเป็นเมืองโบราณสถานที่มีชื่อเสียงมาก ตามตำนานโบราณของกรีกเมืองนี้ได้ถูกสร้างโดยอาร์กีฟ ผู้ที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่บริเวณนี้ภายใต้การควบคุมของม๊อพซอส ผู้ซึ่งได้เดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ภายหลังสงครามกรุงทรอยได้จบลง

เมืองนี้ได้ถูกปกครองโดยพวกเปอร์เซียที่ยกทัพเข้าทางด้านตะวัน

ออกในปี 546 ก่อนคริสตกาล ในปี 467 ก่อนคริสตกาลแม่ทัพนายกองทหารซีมอน ได้คุมกองเรือรบ 200 ลำ พร้อมด้วยกลยุทธทางทหารได้เข้าทำลายกองทัพเรือของเปอร์เซียย่อยยับไป พวกเปอร์เซียได้เข้ามายึดครองเมืองนี้อีกและใช้เป็นฐานทัพทางเรือในปี 411 ก่อนคริสตกาล จนกระทั่งกองทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราชได้เข้าในปี 333 ก่อนคริสตกาลหลังจากที่ยึดเมืองเพอร์เก้ได้สำเร็จ ผู้ครองเมืองก็ได้ส่งทูตเข้ามาเจรจาและยอมส่งเครื่องราชบรรณาการให้แทนการให้กับพวกเปอร์เซีย และเมื่อเรียบร้อยแล้วก็ได้ยกทัพต่อไปยังเมืองซิเด้โดยทิ้งกองทหารรักษาเมืองไว้ จากนั้นก็ยกทัพไปยังเมืองซิลลยอน แต่ก็ได้ทราบข่าวว่าผู้ครองเมืองได้ผิดข้อตกลงที่ทำไว้และเตรียมกองกำลังที่จะต่อสู้ จึงได้ยกกองทัพกลับมาพร้อมกับเรียกร้องเครื่องราชบรรณการมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก คือ ทองคำ 100 ทาเล้นท์ พร้อมด้วยม้า 4000 ตัวเพื่อเป็นค่าภาษีรายปี ต่อมาในปี 190 ก่อนคริสตกาลเมืองนี้ก็ตกเป็นของพวกโรมัน และอาณาจักรไปแซนไทน์ ในศตวรรษที่ 13 ชาวเซลจุกเติร์กได้เข้าพักที่โรงละครระหว่างการเดินทางของกองคาราวาน

เมืองนี้มีโบราณสถานที่มีชื่อเสียงและได้ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี คือ โรงละครโรมัน (Roman Amphitheater) ซึ่งมีความสวยงามถูกสร้างโดยพวกกรีกในรูปแบบของโรมันในปี ค.ศ.155 ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของมาร์คัส ออเรลีอุส (Marcus Aurelius)โดยการออกแบบของคนพื้นเมืองชาวกรีกชื่อ เซนอน (Zenon) มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวประมาณ 96 เมตรและสามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 15,000 คน และมีเคล็ดลับในเรื่องระบบเสียงสะท้อนอันยอดเยี่ยม มีเวทีแสดงด้านหลัง ที่ถูกสร้างขึ้นหลายชั้นเหมือนกับอะพาร์ตเม้นท์ ที่มีห้องสำหรับนักแสดงเพื่อไว้เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย นอกจากนั้นทางด้านซ้ายและด้านขวายังมีทางที่ยื่นออกไปเหมือนกับระเบียงที่ติดต่อกับที่นั่ง ซึ่งด้านขวาจะเป็นส่วนที่สำหรับจักรพรรดิเท่านั้น หลังจากที่กองคาราวานของพวกเซลจุกพักได้ที่นี่ ก็มีการต่อเดิมเพิ่มซุ้มประตูโค้งรูปแบบของอิสลามเข้าไปทางด้านเหนือของปีกด้วย และมุสตาฟา เคมาล อะตาเติร์กก็ได้เสนอให้ใช้สถานที่แห่งนี้จัดมวยปล้ำอีกด้วย

ตลอดเวลาอันยาวนานที่ผ่านมาเกือบ 2000 ปี สถานที่แห่งนี้ก็ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดยได้ผ่านภัยพิบัติต่างๆไม่ว่าจะเป็นสงครามนองเลือดหรือจะเกิดแผ่นดินไหว และในปี ค.ศ.1994 จนถึงปัจจุบันนี้ ในฤดูร้อนของทุกๆปีก็ได้ใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่จัดแสดงโอเปร่าและบัลเลท์ (Aspendos International Opera and Ballet Festival)

ส่วนทางด้านหลังของโรงละครก็ยังมีซากปรักหักพังของเมืองบนเนินเขาที่เรียกว่า อะโครโพลิส โบถส์แบบโรมัน อาคารบ้านเรือน อ่างเก็บน้ำ อะโกล่าหรือตลาด และนอกจากนั้นยังมีการสร้างทางส่งน้ำแบบโรมัน (Aqueduct) ที่มีความยาวประมาณ 15 กม.

 

เมืองซิเด้ (Side) ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของจังหวัดอันทาลย่าอยู่บริเวณริมชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ห่างจากตัวเมืองอันทาลย่าทางด้านตะวันออกประมาณ 70 กม. ในปัจจุบันมีชื่อเสียงทางด้านการท่องเที่ยว มีการสร้างที่พักโรงแรมและรีสอร์ทมากมาย

ซิเด้เป็นเมืองโบราณที่มีชื่อเสียงอีกเมืองหนึ่ง ถูกสร้างขึ้นในราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาลโดยพวกกรีกที่มีการตั้งถิ่นฐานจากไซเม่ในแอโอลิสทางด้านตะวันตกของอะนาโตเลีย มีการสร้างท่าเรือเพื่อสำหรับจอดเรือขุดลำเล็ก เพื่อให้เป็นจุดศูนย์กลางของการค้าขายสินค้าทางน้ำในบริเวณนี้ และเมื่อพวกไซเม่ได้อพยพมาที่เมืองนี้ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจภาษาของพวกซิเด้ได้ จึงได้มีความพยายามสื่อสารและปรับตัวให้เข้าใจในภาษาท้องถิ่น และก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ตลอดมา

ในปี 333 ก่อนคริสตกาล กองทัพของอเล็กซานเดอร์มหาราชได้เข้ายึดเมืองซิเด้ได้สำเร็จ โดยตั้งกองกำลังไว้ดูแลเมืองซิเด้ และพวกนี้ก็ได้มีการแนะนำสั่งสอนเกี่ยวกับวัฒนธรรมของพวกกรีกเฮเลนิสติคให้กับคนของเมืองนี้ จนกระทั่งมีความเจริญรุ่งเรือง และภายหลังเมื่อสิ้นยุคของอเล็กซานเดอร์แล้ว ก็ได้ถูก ปกครองโดยแม่ทัพที่มีชื่อว่า พโตเลมี ที่ 1โซเทอร์ ผู้ซึ่งได้สถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์แห่งอียิปต์ในปี 305 ก่อนคริสตกาล จากนั้นเมืองก็ถูกยึดครองโดยอาณาจักรของซิลิวซิดในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ต่อมาในปี 190 ก่อนคริสตกาล พวกกรีกที่อยู่บนเกาะโรดส์ ได้รับการสนับ

สนุนจากพวกโรมันและนครเพอร์กามัม ก็ได้เข้าปราบปรามกองทัพเรือของกษัตริย์อันติอ๊อคแห่งราชวงศ์ซิลิวซิด

ในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล เมืองนี้ก็ได้เป็นจุดศูนย์กลางของการค้าทาสที่มีพวกโจรสลัดได้ตั้งตนเองเป็นหัวหน้าและเข้าควบคุมในการเดินเรือ จนพวกโรมันต้องส่งกองทัพเรือซึ่งมีแม่ทัพมาร์ค แอนโทนีเข้ามาปราบปรามแต่ทว่าไม่สำเร็จ (จึงกลายมาเป็นสถานที่เกิดตำนานรักอันโรแมนติกระหว่างมาร์ค แอนโทนีและพระนางคลีโอพัตรา ซึ่งได้นัดมาพบกันที่เมืองนี้) และต่อมาทางโรมก็ได้ส่งแม่ทัพปอมเปย์เข้ามาปราบปรามพวกโจรสลัดจนมีชัยชนะ และในปี 67 ก่อนคริสตกาลเมืองซิเด้ก็อยู่ภายใต้การปกครองของโรมันและมีความสัมพันธ์ร่วมมือกันเป็นอย่างดี

ในสมัยของจักรพรรดิออกุสตัส ได้มีการวางแผนในด้านการบริหารจัดการตามหัวเมืองต่างๆ และในปี 25 ก่อนคริสตกาลก็ได้ให้ดินแดนแพมฟีเลียและเมืองซิเด้อยู่ในจังหวัดกาลาเทียของโรมัน ซึ่งก็ทำให้เมืองซิเด้เป็นศูนย์กลางพาณิชย์ของด้านการค้าน้ำมันมะกอก และคาดว่ามีประชาอาศัยอยู่ประมาณ 60,000 คน และต่อมาก็ได้เป็นศูนย์กลางแห่งการค้าทาสในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้เมืองนี้มีความเจริญมั่งคั่ง พวกพ่อค้าที่ร่ำรวยก็จะช่วยบริจาคเงินทองสำหรับสร้างงานด้านสาธารณะประโยชน์ สร้างอนุสาวรีย์ ลงทุนสร้างการละเล่น พวกนักต่อสู้ที่เรียกว่า แกลดิเอเตอร์ (Gladiator)

ในราวศตวรรษที่ 4 เมืองนี้ก็เริ่มเสื่อมถอยลงเพราะว่ามีพวกที่บุกรุกมาจากที่ราบสูงของเทือกเขาเทา

รุส จนกระทั่งในศตวรรษที่ 5-6 พวกที่รอดชีวิตก็ได้กลายเป็นพวกที่อยู่ภายใต้ขอบเขตการปกครองของแคว้น

แพมฟีเลียตะวันออก ต่อมาในศตวรรษที่ 7 กองทัพเรือของพวกอาหรับที่ได้เข้ามาเผาบ้านเมือง ประกอบกับเกิดแผ่นดินไหว เลยทำให้เมืองนี้ถูกทิ้งร้างจนถึงศตวรรษที่ 10 ก็ได้มีผู้อพยพเข้ามาอยู่จนถึงในศตวรรษที่ 12 ทำให้เป็นเมืองใหญ่มีความเจริญขึ้นและมีพวกยิวเข้ามาอาศัยอยู่ในยุคของไบแซนไทน์ และต่อมาเมืองนี้ก็ได้ถูกทำให้รกร้างอีก เพราะว่าประชากรที่อาศัยอยู่ได้ถูกไล่และทิ้งบ้านเรือนอพยพไปอยู่ที่เมืองอันทาลย่าและต่อมาเมืองนี้ก็ถูกฝังไปโดยฝุ่นทรายที่ทับถมกันเป็นเวลานาน

ในอดีตเมืองนี้มิได้มีความเจริญมากมายนัก เป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบจนกระทั่งเมื่อประ

มาณ 20 ปีที่ผ่านมา ก็ได้มีกิจการก่อสร้างโรงแรมที่พัก รีสอร์ท ร้านอาหาร ร้านขายสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากมาย เพราะว่ามีการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ทำให้เป็นธุรกิจที่สำคัญของเมืองนี้ มีซาก

โบราณสถานที่มีชื่อเสียงในยุคของกรีก โรมันและไบแซนไทน์ที่ได้ถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี

วิหารของเทพอะพอลโล (Temple of Apllo) เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งที่ตั้งอยู่สุดปลายแหลมของซิเด้ ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน วิหารนี้ถูกสร้างอุทิศให้กับเทพเจ้าอะพอลโล ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งแสงสว่าง ถูกสร้างขึ้นในสมัยของโรมันมีความยาวประมาณ 30 เมตร กว้างประมาณ 17 เมตร และมีความสูงประมาณ 8 เมตร หัวเสาถูกตกแต่งด้วยลวดลายแบบโครินเทียน ส่วนด้านหน้าหันออกไปสู่ทางทะเลเพื่อให้

เป็นสถานที่ที่ได้มองเห็นสำหรับพวกเรือที่เดินทางมาค้าขายสินค้าที่บริเวณนี้

นอกจากนั้นวิหารแห่งนี้ยังถูกล้อมรอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างโบราณสถานที่ย้อนยุคไปในราวศตวรรษที่ 7 และที่สำคัญคือ โรงละครโรมัน (Roman Amphitheatre) ซึ่งสามารถจุผู้ชมได้ประมาณ 20,000 คน และโรงอาบน้ำแบบโรมัน (Roman Bath) ซึ่งในปัจจุบันได้ทำเป็นพิพิธภัณฑ์สำหรับเก็บรักษาวัตถุโบราณต่างๆที่ขุดค้นพบในบริเวณนี้ ภายในมีรูปปั้นไร้เศียรของเทพเจ้าหลายองค์ อันเป็นผลมาจากที่นักบุญปอลได้เข้ามาที่เมืองนี้และได้ชักจูงให้หันมานับถือศาสนาคริสต์ พวกชาวบ้านจึงพร้อมใจกันตัดเศียรรูปปั้นของเทพเจ้าที่พวกเขาได้นับถือก้นมาในอดีต ซึ่งต่อมาก็มีฐานะเป็นเขตปกครองของบิสชอบในยุคไบแซนไทน์ จนกระทั่งเสื่อมถอยลงในศตรวรรษที่ 7 เมื่อพวกอาหรับได้ยกกองกำลังเข้ามาโจมตีอย่างต่อเนื่อง และเป็นผลทำให้ซิเด้คงความเป็นอยู่อย่างทุกวันนี้

 

ลิขสิทธิ์โดย ประสม ปริปุณณานนท์

 

แหล่งข้อมูล : http//en.wikipedia.org/wiki/antalya www.allaboutturkey.com www.antalyaturkey.net

 

   images by free.in.th          images by free.in.th


HomeHome




Template By Gift-TH.Com